รองศาสตราจารย์นายแพทย์มงคล เบญจาภิบาล
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

จากรายงานอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งทั่วโลกพบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบบ่อยเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม โดยพบสูงถึง 530,000 รายต่อปี และมีผู้ป่วยเสียชีวิตมากกว่า 270,000 รายต่อปี หรือทุกๆ 2 นาทีจะมีสตรีเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกลดลงอย่างมากในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นผลมาจากการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกเพื่อหาความผิดปกติของปากมดลูก และให้การดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง ทำให้สามารถลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกลงได้มาก แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา

เนื่องจากระบบการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก
ยังไม่สามารถเข้าถึง และครอบคลุมสตรีส่วนใหญ่ของประเทศ มะเร็งปากมดลูกจึงเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 และยังเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 2 ของสตรีในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกใหม่ปีละ 9,999 ราย และมีสตรีไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึงปีละ 5,216 ราย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ทุกๆ วันจะมีสตรีไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 คน

ดังนั้น มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทย แนวทางในการดูแลป้องกันมะเร็งปากมดลูก
ได้มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากมีการค้นพบว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ
human papillomavirus หรือ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ18

จากผลของการค้นพบสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกดังกล่าว ทำให้มีการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV และนำมาใช้ใน
การป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น สายพันธุ์ 11
ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึงที่พบได้บ่อย และเป็นสาเหตุของโรค
หูดหงอนไก่ จากข้อมูลล่าสุด (2011) ของกระทรวงสาธารณสุข
ประเทศไทย พบว่า เชื้อ HPV สายพันธุ์ที่พบได้มากที่สุด 3
อันดับแรกในสตรีไทย แสดงดังตารางนี้ -- >

ในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV มีสองชนิด คือ วัคซีนชนิดสี่สายพันธุ์ (quadrivalent vaccine) ซึ่งป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 และวัคซีนชนิดสองสายพันธุ์ (bivalent vaccine) ซึ่งป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 16 และ 18 วัคซีนทั้งสองชนิดนี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขให้ใช้ได้ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาประมาณ 6 ปีแล้ว

ในรายงานผลการศึกษาของการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ทั้งสองชนิดในสตรีพบว่า วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในป้องกันรอยโรคผิดปกติที่ปากมดลูก ก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งซึ่งเกิดจากเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ18 สูงกว่าร้อยละ 90 นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ชนิดสี่สายพันธุ์ยังมีประสิทธิภาพดีในการป้องกันรอยโรคผิดปกติบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ นอกเหนือจากปากมดลูก ได้แก่ หูดหงอนไก่ รอยโรคผิดปกติที่ปากช่องคลอด และช่องคลอด และจากรายงานการศึกษาของวัคซีนชนิดสี่สายพันธุ์ในผู้ชาย พบว่าวัคซีนนี้มีประสิทธภาพดีในการป้องกันการเกิดรอยโรคผิดปกติที่อวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชาย ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 6, 11, 16 และ 18 และยังลดการเกิดรอยโรคผิดปกติก่อนเป็นมะเร็งทวารหนักในผู้ชายได้ด้วย

 

 

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ มงคล เบญจาภิบาล
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่า มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ human papillomavirus หรือ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ18 และการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้เกือบทั้งหมดมาจากการมีเพศสัมพันธ์

ในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกใหม่ปีละ 9,999 ราย และมีสตรีไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกถึงปีละ 5,216 รายหรือทุกๆ วันจะมีสตรีไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 14 คน

จากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของสตรี ร้อยละ 50-80 จะเคยตรวจพบการติดเชื้อ HPV และประมาณครึ่งหนึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง กลุ่มสตรีที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้แก่ สตรีกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากกลุ่มนี้อยู่ในวัยคึกคะนอง อยากรู้อยากเห็น ทำให้บางครั้งมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และมีการเปลี่ยนคู่นอนหลายคน โอกาสที่จะได้รับเชื้อโรคที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสตรีช่วงอายุอื่นๆ

การป้องกันการติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงในสตรีกลุ่มวัยรุ่นนี้ สามารถทำได้โดยการ ให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาและการมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม เช่น ไม่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ หรือ ไม่เปลี่ยนคู่นอนหลายคน เป็นต้น อีกวิธีหนึ่งคือ การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต จากการศึกษาวิจัยวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดในสตรีที่ไม่เคยติดเชื้อ HPV มาก่อน

ดังนั้น กลุ่มสตรีวัยรุ่นจึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV โดยพยายามรณรงค์ให้เริ่มฉีดวัคซีนในช่วงอายุที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่พบว่า ยิ่งฉีดวัคซีนในสตรีอายุน้อย การตอบสนองในแง่ภูมิคุ้มกันต่อการฉีดวัคซีนจะสูงกว่าการฉีดในกลุ่มสตรีที่อายุมาก ดังนั้น สตรีวัยรุ่นจึงเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV

 


Assoc. Prof. Mongkol Benjapibal
Department of Obstetrics & Gynaecology, Faculty of Medicine, Siriraj Hospital

According to a global cancer incidence report, cervical cancer is the second most common cancer in women after breast cancer. Approximately 530,000 new cases of invasive cervical cancer have been diagnosed worldwide each year with more than 250,000 women dying of the disease, or one woman dies from this deadly disease every 2 minutes. The incidence and mortality have declined during the last 50 years in developed countries because of increased availability of cervical cancer screening programs.

However, cervical cancer continues to be a leading cause of cancer deaths in populations with a low socioeconomic level. In Thailand, it is also the second most frequent cause of cancer in women, with 9,999 new cases diagnosed and more than 5,200 dying from this disease each year. Put another way, 14 Thai women die from cervical cancer everyday.

Paradigm on cervical cancer management has changed dramatically in the past few years after the findings that high-risk strains of human papillomavirus (HPV), especially HPV types 16 and 18 cause cervical cancer. This has led to the development of HPV vaccines which have become widely used for cervical cancer prevention.

However, low-risk strains of HPV, such as HPV type 11, are also commonly found and are the cause of genital warts. Recent data from Thai Ministry of Public Health on the three most common HPV strains in Thai women is shown -- >

Currently, there are two HPV vaccines available in the market: the quadrivalent vaccine, which protects against HPV types 6, 11, 16 and 18 infections, and the bivalent vaccine, which protects against HPV types 16 and 18 infections. Both vaccines have been approved by the Thai FDA under the Ministry of Public Health since 2007.

Studies in female subjects have shown that both vaccines are effective in preventing abnormal and pre-cancerous cervical lesions caused by HPV types 16 and 18 with a protection rate of higher than 90%. Quadrivalent HPV vaccine is also effective in preventing other abnormal genital lesions, such as genital and abnormal vulvar and vagina lesions. Quadrivalent vaccine study in men has shown the effectiveness of the prevention of male genital lesions caused by HPV types 6, 11, 16 and 18 and also the precancerous anal lesions in male populations.

 

 

Assoc. Prof. Mongkol Benjapibal
Department of Obstetrics & Gynaecology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital

It has been well established that cervical cancer is caused by high-risk strains of human papillomavirus (HPV) infection, especially HPV types 16 and 18. These viruses are transmitted sexually in most of the cases.

In Thailand, approximately 10,000 new cases of cervical cancer are diagnosed each year with more than 5,200 deaths annually. In other words, 14 Thai women die from cervical cancer every day.

Previous studies have demonstrated that 50-80 percent of women will have HPV infection at some point in their lifetime, half of which are the high-risk strains. Adolescence has the greatest risk of HPV acquisition compared with other age groups due to unfavorable sexual behaviors such as early coitus and multiple sexual partners.

The prevention of HPV infection, especially high-risk strains, can be achieved by providing sexual education and promoting appropriate sexual behaviors. Another way for the effective HPV prevention is vaccination, which will eventually prevent the occurrence of cervical cancer. Studies of HPV vaccine have shown that vaccine will be most effective in women with no history of HPV exposure. Thus, there have been several campaigns vaccinating adolescent females before they become sexually active and get exposed to HPV infection.

Besides, studies have also found that the immune response to HPV vaccination is much higher in adolescence compared with the older age group. Therefore, adolescent females benefit the most from HPV vaccination.