ความรู้เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกและโรคมะเร็งที่เกิดจากเชื้อ HPV

มะเร็งปากมดลูกมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอยู่ในอันดับ 2 ของผู้หญิงทั่วโลก จากข้อมูลของประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ทุก 1 นาที จะมีผู้หญิง 1 คนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก และจากสถิติพบว่า ผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ย วันละ 14 คน

โดยทั่วไป สาเหตุการเกิดมะเร็งอื่นๆอาจเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ แต่ส่วนของมะเร็งปากมดลูก สาเหตุใหญ่คือ ติดเชื้อไวรัสชื่อ HPV (Human Papillpmavirus) ไวรัสตัวนี้มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่พบว่าประมาณ 15 สายพันธุ์เป็นชนิดความเสี่ยงสูง ซึ่งก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่างๆ ของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชาย มีไวรัส HPV ประมาณ 30 – 40 สายพันธุ์ ติดบริเวณอวัยวะเพศ โดยสายพันธุ์เสี่ยงสูงชนิด 16 และ 18 เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกสูงถึง 70% ในขณะที่สายพันธุ์เสี่ยงต่ำ ชนิด 6, 11 เป็นสาเหตุของโรคหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศถึง 90 %

ที่สำคัญ การติดเชื้อ HPV มักจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น และการตรวจทั่วไปทางการแพทย์ก็ไม่พบความผิดปกติ โอกาสหายเองได้สูง แต่หากได้รับเชื้ออย่างต่อเนื่องหรือมีการติดเชื้อเนิ่นนาน ก็อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก หรือโรคหูดหงอนไก่ได้

เชื้อไวรัส HPV ร้ายกาจพอควร ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นได้ เช่น มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคอ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งองคชาต

แต่นับว่าโชคดีที่คุณผู้หญิงป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ด้วยวิธีฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ร่วมกับการตรวจภายใน เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ คุณผู้ชายก็สามารถป้องกันมะเร็งองคชาต มะเร็งทวารหนัก หูดหงอนไก่ได้ ด้วยวิธีฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV เช่นกัน

 

เราติดเชื้อ HPV จากที่ไหนได้บ้าง

สาเหตุของการติดเชื้อ HPV ที่พบบ่อย คือ การสัมผัสทางผิวหนัง เพราะฉะนั้น เพศสัมพันธ์จึงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ติดเชื้อ HPV บริเวณปากมดลูก และอวัยวะเพศส่วนอื่นๆ รวมทั้งทวารหนักได้ง่าย อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อ HPV อาจเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อ HPV เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ จากข้อมูลของประเทศแคนาดา พบว่าประชากรเพศหญิงหรือชายที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี ทุกๆ 1 ใน 4 คน มีโอกาสพบเชื้อ HPV อีกทั้งการติดเชื้อในอวัยวะเพศชายส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน และมักตรวจไม่พบเชื้อนี้ด้วยวิธีการธรรมดาทั่วไป ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยจากเชื้อ HPV เราจึงควรมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง

 
 

เราจะป้องกันมะเร็งต่างๆ ที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV ได้อย่างไร

ปัจจุบัน มีวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อ HPV ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายใน 217 ประเทศทั่วโลก ซึ่งวัคซีนประกอบด้วย 2 ชนิด ชนิดหนึ่งประกอบด้วย 2 สายพันธุ์ จะป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16, 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก ส่วนอีกชนิดหนึ่ง ประกอบด้วย 4 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ 6,11, 16,18 เป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งบริเวณอวัยวะเพศส่วนอื่น รวมถึงโรคหูดหงอนไก่ในเพศหญิงและชายซึ่งไม่ใช่มะเร็งที่เกิดจากสายพันธุ์ 6 และ 11 ถึง 90% ปัจจุบัน รัฐบาลประเทศออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และแคนาดากำหนดนโยบาย ให้วัคซีน ป้องกันเชื้อ HPVเป็นวัคซีนพื้นฐานของเด็กชายและหญิงอายุ 11 – 12 ปี

สำหรับการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะลดโอกาสการติดเชื้อ HPV ด้วยการรักษาดูแลสุขภาพอนามัยของอวัยวะเพศ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย หรือมีคู่นอนเพียงคนเดียวทั้งสองฝ่าย งดเว้นการสูบบุหรี่ ส่วนการใช้ถุงยางอนามัยอาจช่วยป้องกันได้ แต่ไม่ถึง 100%

 
 

มะเร็งปากมดลูกจากการติดเชื้อ HPV

ดังได้กล่าวแล้วว่า การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ 90% มีโอกาสหายเองได้ แต่ก็ยังมีผู้หญิงจำนวนมาก เมื่อติดเชื้อแล้วเชื้อไม่หายไปและอยู่บริเวณปากมดลูกเป็นเวลานาน (ติดเชื้อฝังแน่น) จนเชื้อไวรัสเริ่มเปลี่ยนแปลงเซลล์ที่ผิวปากมดลูกจนเป็นระยะก่อนมะเร็ง การตรวจคัดกรอง ซึ่งประกอบด้วย การตรวจเซลล์ที่เรียกกว่า pap smear ทุกปี และ/หรือร่วมกับการหาตรวจเชื้อไวรัส HPV ช่วยให้เราสามารถตรวจพบผู้หญิงที่เป็นระยะก่อนมะเร็งได้(ยังไม่เป็นมะเร็ง) และทำการรักษาตัดตอนไม่ให้กลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ การรักษาในระยะก่อนมะเร็งจะเป็นวิธีที่ง่าย เสียเวลาและค่าใช้จ่ายน้อย และที่สำคัญมีโอกาสหายสูง จึงเห็นได้ว่า การตรวจคัดกรองเป็นวิธีป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ใช้มานานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก ได้ยืนยันว่า วัคซีนจะมีส่วนช่วยการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพสูง เพราะฉะนั้นการฉีดวัคซีนร่วมกับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ จะทำให้ผู้หญิงปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น

 

 

 

Introduction to Cervical Cancer and Cancers Caused by HPV Infection

Cervical cancer is the second most common cancer worldwide in women. In the US, 1 woman is diagnosed with cervical cancer each minute, while in Thailand, 14 women die of cervical cancer each day.

Most forms of cancer are caused by genetic factors. However, for cervical cancer, the most significant cause is HPV (Human Papillomavirus) infection. There are more than 100 strains of HPV but about 15 strains are considered high-risk strains which can cause both male and female reproductive cancers. About 30 – 40 strains of HPV are found in human genitals. The high-risk strains (types 16 and 18) are the most common causes of cervical cancer (70%) while the low-risk strains (types 6 and 11) are the causes of more than 90% of cases of genital warts.

More importantly, most HPV infections present no signs or symptoms and general medical check-ups often find no abnormalities. There is a good chance of a viral infection clearing up by itself, however, regular viral contact or chronic infections could eventually lead to cervical cancer or genital warts.

HPV infection is serious. It is not only the cause of cervical cancer but also the cause of other cancers, such as vaginal cancer, vulvar cancer, anal cancer, throat cancer, oral cancer and penis cancer.

Luckily, women can protect themselves from cervical cancer by vaccinating against HPV, in combination with regular pelvic examinations to rule out cervical cancer. Men can also protect themselves from penis cancer, anal cancer and genital warts with the same vaccinations.

 
 

How is HPV contacted?

HPV is typically transmitted through direct skin-to-skin contact so sexual activity is the most common cause of HPV infection of the cervix and overall genital area including the anus. However, HPV infection can also occur without sexual intercourse. The virus spreads easily and is commonplace. In Canada, HPV is found in 1 in 4 males and females under the age of 25. Male genital infections often show no signs or symptoms and general tests are often negative. Thus, it is necessary to know more about HPV infection and how to prevent it in order to protect yourself from the virus.

 
 

How can we prevent cancers caused by HPV infection?

Presently, there are HPV vaccines available for use in 217 countries worldwide. There are 2 types of HPV vaccines: the bivalent vaccine, which can prevent HPV types 16 and 18 infection, the predominant causes of cervical cancer, and the quadrivalent vaccine, which can prevent HPV types 6, 11, 16 and 18 infection and offers a 90% protection rate against cervical cancer, other genital cancers and genital warts in both males and females. The Australian, U.S. and Canadian governments have decreed the HPV vaccine compulsory for 11-12 year old male and female children.

Good genital hygiene, having safe sex or sex with only one partner and quitting smoking are also ways of lowering infection risk. Condom use also provides some, although not 100%, protection against HPV infection.

 
 

HPV-caused cervical cancer

As mentioned elsewhere, 90% of HPV infections will go away on their own. However, that still leaves many women facing persistent cervical infections that lead to precancerous lesions. Cervical cancer screenings, which include annual Pap smears (cytology screening) and/or HPV tests, could detect abnormal lesions in the precancerous state and prevent the development of cancer.

Treatment of precancerous lesions is easier, requires less time and cost, and mostly importantly, has a higher success less. In Thailand, screening tests have been used as a cervical cancer prevention technique for many years but recently, the World Health Organization (WHO) has confirmed that the HPV vaccine is also a fast and effective means of preventing cervical cancer. Thus, the combination of vaccination and regular screening is the best way to protect women against cervical cancer.